ความเสี่ยงการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่

นับวัน “ประเทศไทย” ยิ่งใกล้ความเสี่ยงการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่มากยิ่งขึ้น

ปัจจัยจากการ เปิดรับนักท่องเที่ยว การกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 และ  จากการลักลอบความพรมแดน เร็วนี้

ปัจจัย ที่เราต้องเตรียมพร้อม คือ คณะรัฐมนตรี มีมติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน นี้ อนุมัติในหลักการให้เปิดรับนักท่องเที่ยว ต่างชาติเข้ามา โดยให้ออกวีซ่า ประเภท พิเศษ( Special Tourist VISA, STV) ตามข้อเสนอของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับผู้ที่มาพำนักระยะยาว (Long Stay) คือนักท่องเที่ยว จะได้รับอนุญาต ให้อยู่ในราชอาณาจักรไทย เป็นเวลา 90 วัน ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน รวมระยะเวลาพำนักอยู่ในไทยสูงสุด 270 วัน

จาก ลักษณะการแพร่ระบาด เชื้อ โควิด-19 ในกลุ่มประเทศยุโรป ที่ผ่านมา ที่หยุดทำการ Lockdown ไปนั้น ปัจจุบัน เริ่มมีอัตราการเพิ่มขึ้น ของผู้ติดเชื้อใหม่สูงขึ้น จนน่าเป็นห่วง

พบว่ากลุ่มยุโรป มีผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ในทุกประเทศ โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมรวม ประมาณ 7,400,000 คน เสียชีวิต 228,000 คน และ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าใน 2 สัปดาห์   ติดเชื้อใหม่ 300,000 คน ใน 1สัปดาห์  หรือ 54,000 คน ภายใน 24 ชั่วโมง รัฐบาลในกลุ่มยุโรปพยายาม ควบคุมเชื้อ โดยไม่ให้ มีการกลับมาใช้มาตราการ Lockdown เป็นครั้งที่สอง เพื่อให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด

ไม่ว่าจะมีความเสี่ยงในการระบาดของเชื้อโควิด19 มากแค่ไหน การเปิดรับนักท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่ต้องกระทำ เพื่อความอยู่รอดของประชาชน และ ประเทศชาติ

การกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด19 กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย  เผยว่า พบไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (SARS-CoV-2) ชนิดกลายพันธุ์แบบ D614G ในประเทศแล้ว หลังจากเก็บตัวอย่างจากผู้ติดเชื้อ

การกลายพันธุ์แบบ D614G นี้ องค์การอนามัยโลกพบเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นชนิดที่แพร่ระบาดในทวีปยุโรปและอเมริกา ไม่ใช่แค่นั้น เชื้อไวรัสชนิดกลายพันธุ์นี้ยังพบแพร่ระบาดในสิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่อยู่ใกล้กันด้วย

ก่อนหน้านี้ นายนูร์ ฮิชาม อับดุลเลาะห์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเผยว่า เชื้อแบบกลายพันธุ์นี้ติดต่อง่ายกว่าเดิมถึง 10 เท่า

 

 

การลักลอบความพรมแดน ในช่วง 10 วันมานี้ใน “ประเทศเมียนมา” ที่มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มวันละไม่ต่ำกว่าร้อยราย เริ่มมีแนวโน้มแพร่กระจายเชื้อไปยังเมืองอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่ “ตอนกลางของประเทศ” ทำให้ “รัฐบาลเมียนมา” ต้องออกประกาศงดเว้นการเดินทางที่ไม่จำเป็น และขอความร่วมมือให้อยู่แต่ในที่พักอาศัยสำหรับ “ผู้อยู่นครย่างกุ้ง” ทั้งยังมีการประกาศระงับสายการบินภายในประเทศจนถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้

แม้ตอนนี้…“การระบาดโควิด-19” ยังห่างไกล “ชายแดนไทย” แต่ก็สามารถขยายมาถึงพื้นที่แถบชายแดนได้ไม่ยาก เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมา…ก็มีรายงานการลักลอบเข้ามาในไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามพรมแดนธรรมชาติติดต่อกันยาวกว่า 2,200 กม. เชื่อมต่อ 10 จังหวัด ทำให้ภาครัฐยากต่อการสอดส่องดูแลได้ทุกตารางนิ้ว

เชื่อว่าเวลาอันใกล้นี้…อาจมีการเคลื่อนย้าย “ผู้คนหนีจากโรคร้าย” ทะลักเข้ามาเหนือการควบคุมก็ได้ ทำให้ “ประเทศไทย” มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม

การระบาดโควิด-19 ประชิดชายแดนไทยนี้ ผศ.ดร.วศิน ปัญญาวุธตระกูล อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร นักวิจัยกรณีศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จ.ตาก มองว่าก่อนนี้มีการอนุโลมให้ชาวบ้านทั้ง 2 ประเทศ เดินทางไปมาระหว่างประเทศ ผ่านทุกช่องทางธรรมชาติตามปกติ แต่ไม่อนุญาตค้างคืนเท่านั้น

ทำให้บางส่วนใช้ช่วงเวลานี้ “หนีโควิด-19” ทะลักเข้ามาฝั่งไทยจำนวนมาก ตลอดตามท่าเรือริมแม่น้ำเมย แนวชายแดนไทย-เมียนมา มีทั้งขออนุญาตเข้าเมืองถูกต้อง และลักลอบเข้าโดยผิดกฎหมาย

กระทั่งไม่นานมานี้ “กระทรวงมหาดไทย” มีหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่ง ให้มีการสกัดกั้นห้ามลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนติด “ประเทศเมียนมา” ที่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาในไทย และให้จัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เฝ้าระวังสกัดกั้นทุกเส้นทางนี้

ประเด็น…“โรคระบาดเมียนมา” โดยเฉพาะพื้นที่ “นอกเมืองหลวง” ค่อนข้างย่ำแย่ เพราะประชาชนไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุข ทั้งการตรวจโรค คัดกรอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ตัวเองติดเชื้อไวรัสหรือไม่” โดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยง มอญ ยะไข่ คะฉิ่น ไต มีพื้นฐานสังคมต้นทุนต่ำที่ต้องเผชิญความยากจนลำบากอยู่แล้ว

ตอกย้ำ…ในเรื่องศักยภาพการป้องกันโควิด-19 ค่อนข้างต่ำเช่นกัน สาเหตุจาก “ขาดข้อมูลข่าวสาร” ในการปฏิบัติตามข้อควรระวังให้เหมาะสม หรือคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อดูแลตนเองและคนรอบตัว ในส่วน “ภาคชุมชนเมือง” ในบางพื้นที่ก็ติดตามข่าวสารจาก “รัฐบาล” ทำให้สามารถจัดหาอุปกรณ์ป้องกันได้

ตัวอย่างเช่น…“เมืองเมียวดี” ประเทศเมียนมา ตรงข้ามชายแดนไทย ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก ที่มีความเข้าใจในวิธีการป้องกันโรคอยู่บ้าง เพราะหน่วยงานท้องถิ่น ออกรณรงค์ตามตลาด ร้านค้า ในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการป้องกันอยู่เป็นระยะ

ต้องยอมรับว่า…“ประชากรเมียนมาร้อยละ 70” อยู่ในเขตชนบทสูงมาก ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิต “ตามมีตามเกิด” ที่ไม่มีชีวิตแบบ “นิวนอร์มอล” ไม่มีเว้นระยะห่าง ล้างมือ หรือไม่สวมหน้ากากเมื่อออกบ้าน เพราะสังคมยังมี “ความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง” ทำให้พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ต่างจากชุมชนแออัดบ้านเรือนชำรุดทรุดโทรม

 

และขาดสุขลักษณะที่ดี มีสภาพไม่เหมาะสมเป็นที่อยู่อาศัยด้วยซ้ำ ในเรื่องนี้อาจกลายเป็นปัจจัยโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่มีระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นก็ได้

เพราะแม้ในยามปกติ “คนเมียนมาแนวชายแดน” ถ้ามีการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็ยังต้องข้ามน้ำข้ามเขาเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทยอยู่ เมื่อ “รัฐบาลไทย” ปิดจุดผ่านแดนไทย-เมียนมา คนกลุ่มนี้ก็ย่อมลำบากขึ้น เพราะเข้ามารักษาในโรงพยาบาลชายแดนไม่ได้ ดังนั้นกระบวนการรักษาทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่ในประเทศเป็นหลัก

แต่มองมุมดี… “คนอาศัยตามหุบเขา” อาจมีความเสี่ยงน้อยกว่าคนชุมชนก็ได้ เพราะแต่ละวันใช้ชีวิตแบบออกทำไร่ ทำนา และกลับบ้านเท่านั้น ที่ไม่มีโอกาสเจอใคร ทำให้ไม่เสี่ยงรับเชื้อโรคนี้ก็ได้

ส่วนเรื่อง “มาตรการเฝ้าระวังป้องกันโควิด-19 ของรัฐบาลเมียนมา” เท่าที่ทราบตอนนี้ “รัฐบาลเมียนมา” สามารถทำการป้องกันได้เฉพาะ “นครย่างกุ้ง” ที่ได้มีการประกาศร้องขอให้ประชาชนอยู่บ้าน ยกเว้นผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปทำงาน หรือซื้อของใช้จำเป็นและเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพเท่านั้น

แต่ในส่วนพื้นที่นอกเมืองหลวง “อำนาจด้านสาธารณสุข” เป็นหน้าที่ของท้องถิ่น ซึ่งยังขาดการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขมากมาย เช่นนี้ก็เชื่อว่า…“ถ้าเมียนมาไม่ปิดประเทศ” และ “ประชาชน” ก็ไม่วางแผนป้องกันตาม “วิถีนิวนอร์มอล” มีโอกาสเกิดการระบาดไม่ต่างจากอินเดีย หรือบังกลาเทศก็ได้

ดังนั้น ตอนนี้ “ประเทศไทย” กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ถูกล้อมรอบด้วยประเทศที่มีการระบาดโควิด-19 ทำให้ “คนไทย” ต้องช่วยกันสร้างกำแพงป้องกันให้แข็งแรงที่สุด ด้วยกำลังของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน อาสาสมัคร และภาคประชาชน เพื่อไม่ให้มีการลักลอบโดยผิดกฎหมาย ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เป็นอันขาด!

อีกด้าน…“นายจ้าง” ที่มีการรับแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทำงานอยู่เดิม ก็อาจต้องช่วย “เป็นหูเป็นตา” สังเกตว่า “ลูกจ้าง” แอบลักลอบนำ “เพื่อนคนเมียนมา” เข้ามาหลบซ่อนพักอาศัยร่วมอยู่ด้วยหรือไม่ ส่วน “อสม.” ต้องทำหน้าที่ “สแกนคนในชุมชน” เพื่อไม่ให้มีคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในชุมชนด้วย

อีกปัจจัย ที่เราต้องเตรียมพร้อม คือ คณะรัฐมนตรี มีมติ เมื่อวันที่ 15 กันยายน นี้ อนุมัติในหลักการให้เปิดรับนักท่องเที่ยว ต่างชาติเข้ามา โดยให้ออกวีซ่า ประเภท พิเศษ( Special Tourist VISA, STV) ตามข้อเสนอของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับผู้ที่มาพำนักระยะยาว (Long Stay) คือนักท่องเทียว จะได้รับอนุญาต ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลา 90 วัน ต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน รวมระยะเวลาพำนักอยู่ในไทยสูงสุด 270 วัน

จาก ลักษณะการแพร่ระบาด เชื้อ โควิด-19 ในกลุ่มประเทศยุโรป ที่ผ่านมาที่หยุดทำการ Lock Down ไป เริ่มมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อใหม่สูงขึ้น จนน่าเป็นห่วง

พบว่ากลุ่มยุโรป มีผู้ติดเชื้อกระจายอยู่ในทุกประเทศ โดยมีผู้ติดเชื้อสะสมรวม ประมาณ 7,400,000 คน เสียชีวิต 228,000 คน และ มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าใน 2 สัปดาห์   ติดเชื้อใหม่ 300,000 คน ใน 1สัปดาห์  หรือ 54,000 คน ภายใน 24 ชั่วโมง รํฐบาลในกลุ่มยุโรปพยายาม ควบคุมเชื้อ โดยไม่ให้ มีการ Lock Down เป็นครั้งที่สอง เพื่อให้กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

www.thairath.co.th/news

www.sanook.com/news

www.thebangkokinsight.com